GPU Mining 101: 2 : Hardware

 คำแนะนำสำหรับ มือใหม่ หัดขุด   Hardware

บทความนี้ เรากำลัง แนะนำ การเลือก และการตั้งค่า MainBoard CPU และอุปกรณ์ต่างๆ 

1. MainBoard และ CPU 
เริ่มต้น สำหรับงาน Mining  เราควรเลือกที่ MainBoard ก่อนที่จะเลือก CPU (เดิม ประกอบ PC ใช้เอง เราจะเลือกที่ CPU ก่อนค่อยเลือก Mainboard) 

เหตุผลก็คือ เราจำเป็นต้องวางแผนว่า MainBoard ของเรา ควรเสียบ การ์ดจอ ได้กี่การ์ด และการ์ดอะไรบ้าง 

(จะมีกรณี ต้องการใช้  3060 รุ่นแรก ที่ต้องการ Special Feature ดังนั้น ขอข้าม การ์ดรุ่นนี้ไปก่อน แต่จะย้อนกลับมาพูดในตอนท้ายสุด เฉพาะรุ่นนี้)

โดย การ์ดจอ จะเสียบกับ เมนบอร์ดได้ จะต้องมี ช่องเสียบ PCIe (เน้นว่า ไม่ใช่ช่องเสียบ PCI  ถ้าสงสัยลองศึกษาเรื่อง ช่องเสียบ ทั้งคู่ก่อน ก่อนที่เราจะไปต่อกันนะครับ) โดย PCIe นี้จะมีช่องเสียบแบบยาว (x8 หรือ x16) และแบบสั้น คือ (x1) โดยเจ้าตัว x1 สั้นๆ นั้น มือใหม่อาจสงสัยว่า จะเอาการ์ดจอไปเสียบได้อย่างไร 

นั่นคือ มันต้องอาศัยตัว Riser Card (จะอธิบายหัวข้อถัดไป)

เอาเป็นว่า สำหรับ สายขุดเหมืองแล้ว  เมนบอร์ดที่มี ช่อง PCIe ให้เสียบเยอะ จะยิ่งดี แต่ราคาก็จะยิ่งแพง ด้วยเช่นกัน ดังนั้น การเลือก เมนบอร์ด นั้นขึ้นอยู่กับ เงินทุน และความพอใจของแต่ละคน เป็นที่ตั้ง 

CPU  มันจะถูกบังคับตาม Socket ของเมนบอร์ดที่เราเลือก 

แต่มีประเด็นที่ให้มือใหม่ ต้องเลือก ก็คือ ก่อนหน้านี้ นักขุดมือเก่าๆ มักแนะนำมือใหม่ ให้เลือก CPU  ที่กินไฟน้อยที่สุด อย่าง Celeron หรือ Althon (ที่กินไฟประมาณ 50W เท่านั้น)  แต่บทวิจัยล่าสุดของไต้หวัน ระบุว่า  CPU แรงๆ อย่าง I7 หรือ R7 นั้นมีผลต่อค่า Hashrate ด้วยนิดหน่อย บทวิจัย อธิบายว่า CPU แรงๆ มันสามารถจัดการการแจกจ่ายงานให้กับ GPU ได้ดีกว่า CPU ที่เน้นกินไฟน้อยๆ แต่ไม่แรง 

ดังนั้น เราคงแนะนำว่า สำหรับ มือใหม่ เราแนะนำให้ใช้ CPU ราคาถูกๆ จะได้คืนทุนเร็วๆ จะดีกว่า เพราะหากเปลี่ยนใจก็จะไม่เจ็บตัวมากนัก ส่วนคนที่เน้นวางแผนขุดแบบมืออาชีพขุดหลายเดือนต่อเนื่อง การ์ดจอเยอะ เราแนะนำให้ใช้ CPU สูงๆ หน่อยไปเลย

แนะนำสำหรับ การตั้งค่า Bios ใน Mainboard (ค่าพื้นฐาน สำหรับเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆ หน่อย)
1. ตั้งค่า Above 4g decoding เป็น Enable (ฟีเจอร์นี้ จะให้ ระบบสามารถเข้าถึง Memory มากกว่า 4Gb เหมาะกับ การขุดเหมือง หรือ เล่นเกม
2. ตั้งค่าเป็น PCIe Generation เป็น Gen 1 หรือ Gen2 (กรณี คุณไม่มี 3060 เลยสักใบ) บอร์ดบางบอร์ด จะให้ตั้งค่าเป็น Mining แทน
3. (Option)  กรณี เครื่องดังกล่าว ไม่ได้ใช้ทำงาน ให้ Audio On Board เป็น Disable (ไม่ใช้) เพื่อประหยัด Lane 
4.(Option) กรณี เมื่อไฟดับ ต้องการให้เครื่องเข้า Window หรือ Linux เอง (ทุกบอร์ดตั้งไม่เหมือนกัน) แต่จะอยู่ในส่วนของ Power Management 
5. Option  สำหรับ Intel ตั้งค่า Set VT-d  เป็น Disabled (ตัวนี้สำหรับใช้กับ พวก VMware Visual Box หรือพวก Linux เปิดไว้จะทำให้เปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ)

2. แรม 
ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น OS ว่าจะเป็น Window (8 ใบ 8GB) หรือ Linux (8 ใบ 4GB ก็พอ)  แต่ถ้าใครใช้การ์ดจอมากกว่า 8 ใบ เราแนะนำให้เพิ่ม Ram พื้นฐานเป็น 16 หรือ 32 GB ไปเลย แรมไม่ได้ช่วยให้ Hashrate เพิ่มขึ้น แต่มันช่วยการ์ดจอทำงานได้มีเสถียรภาพมากว่า โดยเฉพาะการถ่ายข้อมูลจาก CPU ไปยังการ์ดจอเพื่อถอดรหัส มันทำได้ Smooth กว่าแน่นอน 

แม้ว่าเวลาขุดจริง หลายคนอาจไปตั้ง Virtual Memory ไว้ให้มากที่สุด แต่มันมีข้อเสียคือ Harddisk ไม่ว่าจะแบบ จานหมุน หรือ SSD นั้น มีข้อจำกัด เรื่องการ Write และ Read อาจทำให้มันเสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็ว เราจึงแนะนำให้ใช้ แรม เป็นหลักก่อนดีกว่า

การตั้งค่า Virtual Memory 
พิมพ์ค้นหาในปุ่มข้าง Window ว่า Performance จะขึ้นคำว่า Adjust the .... คลิ๊กเลือกอันนั้น 
เลือก Tab  Visusal Effects >>  adjust Best Performance >> คลิก Apply (อันนี้ไม่เกี่ยวกับ Virtual Memory แต่ตัดของที่ไม่ได้ใช้ออกให้หมด ให้เครื่องเร็วที่สุด
เลือก Tab  Advanced >> คลิก Change >> คลิก เลือก Auto ออก >> เลือก Custom >> กรอกตัวเลขที่ต้องการให้มากที่สุดที่เครื่องรับ ทั้ง 2 ช่อง แล้วกด Set  แล้วคลิก OK อีกครั้ง 

3. การ์ดไรเซอร์
การ์ดไรเซอร์ นั้นจะมีลักษณะ 2 แบบคือ 
1. แบบ x16  คือ สายไรเซอร์ แบบยาวๆ ใช้เสียบกับ PCIe แบบยาว (x16 หรือ x8)  เพื่อให้ การ์ดจอนั้นๆ ความเร็วในการเล่นเกมส์ไม่ตก แต่คนนำมาพัฒนา ใช้กับการขุด (การ์ดประเภทนี้เดิม ใช้ในวงการเกมส์มากกว่า แต่นักขุดบางคนก็เอามาใช้งานเช่นกัน ข้อเสียคือ แพงมาก 1000-3000 บาทกันเลยทีเดียว
2 แบบ x1  คือ การ์ดเล็กๆ ที่ใช้เสียบ แล้วจะมี USB ให้เสียบออกมา เพื่อใช้อีกด้าน สำหรับเสียบการ์ดจอ เพื่อการขุด เน้นว่า ผลทดสอบออกมา คือ สำหรับการขุดนั้น ความเร็วไม่ตกแน่นอน แต่สำหรับเล่นเกมส์ความเร็วตกแน่นอน

โดยการ์ดไรเซอร์ x 1 นี้สามารถเสียบได้ทั้งช่อง x16 และช่อง x1 ได้

สิ่งที่เราเน้นคือ ไรเซอร์ ควรเป็นรุ่นใหม่ๆ ที่แก้ไขข้อผิดพลาดมาแล้ว และ ต้องมีช่องเสียบ 6 Pin กรณี การ์ดเป็นการ์ดรุ่นใหญ่กินไฟมาก 

การ์ดไรเซอร์แบบ 1 ออก 4x PCIe 
มันคือ การเสียบ ออกมาเพื่อใช้เสียบ การ์ดจอเพิ่มได้อีก 4 ใบ จากช่อง PCIe เดียว  

มันเหมาะสำหรับคนที่คิดจะเพิ่มการ์ดในตอนหลังมากกว่า เหตุผลเพราะ  หากตั้งใจจะซื้อการ์ดจอ 6 ตัวใน 1 ริก เราแนะนำให้ใช้เมนบอร์ดที่มี 6 PCIe (นับทั้ง x16 และ x1) ตั้งแต่แรกเลยจะดีกว่า เพราะราคาเมนบอร์ดแบบนี้ประมาณ 3000-8000 บาท ขณะที่หากซื้อ เมนบอร์ดที่มี 3-4 PCIe ราคามันจะประมาณ 2000 บาท เมื่อรวมกับค่า การ์ด 1 ออก 4 แล้ว (ประมาณ 400-500 บาท)  ราคามันไม่หนีกันมาก แต่เรื่องปวดหัวน้อยกว่ากันมาก 

เพราะปัญหาใหญ่ที่การ์ด 1 ออก 4 มีประจำคือ  มันเสียบได้ไม่แน่นและมั่นคงพอ (เอียงซ้าย เอียงขวา แถมคอยจะเด้งออกจากช่องเสียบ เสียด้วย) 

โดยใน 1 ริก นั้น เราแนะนำ สำหรับระดับมืออาชีพ ควรเสียบการ์ดจอ ประมาณ 8-12 ใบ และสูงสุดไม่เกิน 16 ใบ แต่สำหรับมือใหม่ควรเริ่มต้นการ์ดจอ 2-3 ใบเพื่อเรียนรู้ไปก่อน

เหตุผลที่เราแนะนำให้เสียบการ์ดจอมากพอประมาณ เพราะค่าไฟของตัวบอร์ด CPU แรม ฮาร์ดดิส นั้นกินไฟประมาณ 50-100 W  เลยทีเดียว มันเป็นการเฉลี่ยค่าไฟตรงนี้ออกไป 

แต่เราไม่แนะนำให้มือใหม่ เสียบการ์ดมากเกินไปนัก  เหตุผลเพราะ มันจะเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวที่สุด หากมี Error เกิดขึ้นกับ การ์ดเพียงใบเดียว และอาจต้องมาซ่อม และปิดเครื่องทั้งริกเพื่อหยุดทำงาน ดังกล่าว  

PSU และสายไฟ 
สำหรับกรณี มือใหม่ เราแนะนำให้เสียบการ์ด เพียง 2-3 ใบก่อน ก็สามารถข้ามหัวข้อนี้ไปได้เลย แต่หากต้องการใช้การ์ดจอเยอะๆ เราแนะนำให้อ่านอย่างมาก

การเลือก PSU
ไม่มีอะไรมาก หากเรารู้ว่า ทั้งระบบกินไฟประมาณเท่าไหร่  เราก็ควรเผื่อไปสัก 20% (แม้ว่ามันจะสามารถจ่ายไฟได้เต็ม 100% ก็ตาม) ยกตัวอย่างเช่น ในระบบ (เมนบอร์ด CPU Ram Harddisk ) กินไฟ 100 W + การ์ด 4 ใบกินไฟ 100 แน่นอนว่า PSU ขนาด 550W แบบมาตรฐานก็สามารถจ่ายไฟได้เพียงพอ แต่เราแนะนำให้เลือก PSU ที่ 650-750W เลยจะดีกว่า 

เพราะบางคนอาจต่อพัดลมจากเมนบอร์ดออกมาช่วยเป่าการ์ดจอ หรือซื้อการ์ดเพิ่มการ์ด ในภายหลัง  จำไว้ว่า เรื่องไฟฟ้า กำลังเกิน ดีกว่า กำลังขาดเสมอ โดยเฉพาะการจ่ายไฟที่ขาดอาจทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าราคาแพงเสียหายได้

สายไฟ และขั้วต่อ 
มาถึงตรงนี้ เราต้องเข้าใจเรื่องสายไฟและขั้วต่อ  สิ่งสำคัญที่จะเน้นคือ การ์ดจอนั้นมีกินไฟตั้งแต่ 60W ไปจนถึง 300W ต่อใบ ดังนั้น มันเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่า ควรใช้หัวต่อแบบไหน กับการ์ดใบไหน 

ปกติ การ์ดจอ จะกินไฟ 2 ทาง คือ 1 ที่ช่องขาเสียบ ขาที่สั้นที่สุดด้านหน้าของ PCIe  (สามารถจ่ายไฟได้สูงสุดประมาณ 70W ส่วนที่เหลือจะกินไฟผ่านช่อง 6 Pin หรือ 8 Pin ด้านบน นี่เองเป็นเหตุผลที่ว่า บางใบกินไฟสูงถึง 300W  อาจต้องใช้ไฟช่วยถึง 8Pin 2 หัวเลยทีเดียว

อย่างที่บอก ช่องเสียบสำหรับ การ์ดจอนั้น จ่ายไฟได้สูงสุดถึง 70W 

นี่คือ หัวต่อ ที่รองรับการจ่ายไฟ ที่เท่าไหร่

สาย 8 Pin แบบ 4+4 จะรองรับที่ 288W  

สาย 8 Pin แบบ 6+2 จะรองรับที่ 216W

สาย 6 Pin จะรองรับที่ 150W

สาย Molex จะรองรับที่ 156W

สาย SATA จะรองรับที่  54W

ประเด็นสำคัญ คือ การ์ดไรเซอร์ นั้นชอบแถมสาย ที่ แปลงหัวจาก  SATA (54W)  ไปจ่ายไฟเป็นหัว 6 Pin (150W)  ซึ่งหากการ์ดจอระดับล่างที่กินไฟน้อย ก็จะไม่เป็นไรมาก ยกตัวอย่างเช่น การ์ดใบนี้กินไฟแค่ 60W (เฉพาะขา) แต่ถ้าเกิดไปเจอการ์ดจอกินไฟมาก(300W)  แน่นอนว่า ขาจะต้องการไฟระดับ 70W แต่คุณเอาสายไฟแปลงหัว SATA  54W ไปเสียบแทน  ถึงตอนนี้ ก็จะเริ่มเห็นกรณี สายไฟไหม้ หรือ การ์ดจอเสียหายได้ (ไฟจ่ายไม่พอ)

อีกประเด็นคือ การต่อสายพ่วง เช่น การ์ดกินไฟ 150 2 ใบ แต่เราไปใช้ 8 พิน( 6+2)  ไปพ่วงไปยังการ์ดจอ 2 อัน  นั่นก็อาจทำให้สายไฟไหม้ได้ 

เราแนะนำได้เพียง ให้ต่อสายไฟ 1 เส้น ต่อ 1 จุดเท่านั้น สำหรับการ์ดจอ แต่มันเป็นเรื่องยากที่ PSU จะให้สายไฟมามากพอ (แม้ว่าจะเป็น PSU ที่จ่ายไฟ 2,000W ก็ตาม ทำให้ นักขุดส่วนใหญ่ เลือกที่จะพ่วงสาย หรือใช้ SATA มาต่อพ่วง และก็มักจะเกิดเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างสม่ำเสมอ เราแนะนำได้เพียง ซื้อ PSU เพิ่มเพื่อลดปัญหาที่น่าตื่นเต้นนี้ดีกว่า

ส่วนขนาดสายไฟนั้น หากต้องการสั่งซื้อเพิ่ม  เราแนะนำให้ใช้สายไฟที่ขนาด  16AWG (Max 400W) เป็นมาตรฐาน (บางยี่ห้อใช้สายไฟเส้นเล็กมาก ก็อาจเกิดไฟไหม้ได้ ดังนั้นเลือกที่น่าเชื่อถือด้วย)

ไฟบ้าน
ประเด็นสุดท้ายที่อยากให้มือใหม่เข้าใจ ก่อนเป็นมืออาชีพคือ แต่ละริกมันกินไฟพอสมควร การเพิ่มริกเข้าไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจระบบไฟฟ้าภายในบ้าน อาจทำให้ไฟไหม้ได้ 

ก่อนอื่นต้องเข้าใจเรื่อง หม้อแปลง  ของการไฟฟ้า ที่จะมีรายละเอียดดังนี้ 5(15) คือ หม้อ 5 แอมป์ แต่จ่ายไฟได้สูงสุด 15 แอมป์ (ไม่รับประกันเรื่องจ่ายไฟต่อเนื่อง) และเรียงไป 15(45) , 30(100) (อยากรู้ว่าจ่ายไฟกี่วัตต์ ให้เอา 230 ไปคูณ)

ทุกวันนี้ถ้าเป็นบ้านสมัยใหม่ หม้อแปลงควรอยู่ที่ 15(45) หมดแล้ว เพราะ 5(15) นั้น เปิดแอร์ 2 เครื่อง + เครื่องทำน้ำร้อน ไฟก็จ่ายไม่พอและอาจเกิดไฟไหม้ได้แล้ว 
-
คำถามคือ หม้ออย่าง 15(45) มันจ่ายไฟได้มากที่สุดกี่วัตต์ ง่ายๆ คือ เอา 15 x 220  =3330 W และจ่ายสูงสุดแบบไม่ต่อเนื่องที่ 9900 W คำแนะนำที่เหมาะสมคือ ไม่เกิน 80% ของ ไฟสูงสุดคือ 9900W 

ประเด็นแรกที่จะพูดถึงคือ การกินไฟของเครื่องใช้ภายในบ้าน โดยแอร์เครื่องหนึ่ง จะกินไฟต่ำสุด 2000W นั่นคือ ถ้าบ้านใครมี แอร์ 2 เครื่องเปิดพร้อมกัน พร้อมกับริกที่ขุด  อาจทำให้ ไฟจ่ายไม่พอได้ ดังนั้นตรงจุดนี้ต้องระวัง โดยเฉพาะ แอร์ เครื่องทำน้ำร้อน เตารีด ที่ต้องคำนวณให้ดี  เราเน้นว่า หากกินไฟสูงสุด นอกจากจะต้องจ่ายเรทค่าไฟที่แพงแล้ว ยังเสี่ยงเกิดไฟไหม้อีกด้วย

ประเด็นที่ 2 ก็คือ คุณจะสังเกตุว่า  แอร์ที่กินไฟ 2000 W หรือเครื่องทำน้ำอุ่น นั้น ช่างไฟจะต่อ เบรกเกอร์ให้มันโดยเฉพาะ แน่นอนว่า ริกบางริก นั้นมีคนต่อไว้ถึง 12 ใบ มันอาจกินไฟถึง 2500W  นี่เองที่ทำให้เราเป็นกังวล เนื่องจาก ไม่มีเบรกเกอร์คอยช่วยดูแลแล้ว สายไฟถายในบ้าน ปกติจะรองรับแค่ 3300W เท่านั้น 

สายไฟที่รองรับ 3300 W นั้น หลายคนอาจบอกว่า มันก็พอเพียงสำหรับจ่ายไฟให้ริก ใช่ครับ แต่ประเด็นคือ ก่อนที่มันจะวิ่งไปหาริก มันอาจมีการแยกสายไฟไปจ่ายไฟให้ เครื่องทำน้ำอุ่นด้วย และแยกมาจ่ายไฟให้ ริกด้วย ซึ่งเมื่อมันเปิดพร้อมกัน  สายไฟมันอาจโหลดสูงเกินกว่าที่สายไฟจะรับไหว  เราแนะนำให้ลองไปจับสายไฟถ้ามันอุ่นๆ ก็แสดงถึงสัญญาณอันตรายแล้ว เพราะพลาสติกที่หุ้มอยู่อาจละลายและทำให้เกิดการช๊อตขึ้นได้  นั่นอาจทำให้เกิดไฟไหม้ขึ้นได้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Security Case study : Shared Security , Why it''s important ?

GPU Mining 101: 2.1 : Hardware : สายไฟในระบบ RIG

GPU Mining : QA 1 Rig ใส่การ์ดจอได้สูงสุดกี่ใบ?