บทความ

CryptoCurency 102 : บทที่ 1 Web3.0 และ MetaVerse

CryptoCurency 102 : บทที่ 1 Web3.0 และ MetaVerse NFT (Non- Fungible Token) ก่อนไปเรื่อง Web3.0 และ MetaVerse เราจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเหรียญ NFT มันคือเหรียญ "ที่ไม่เหมือนกัน"  แนวคิดเรื่องเหรียญ จะเป็น ดังนี้ เหรียญ Coin จะเป็นเหรียญที่อยู่บนระบบ Chain เป็นของตัวเอง  เหรียญ Token จะเป็นเหรียญที่ออกใหม่จาก Chain แต่ Token จะไม่มี Chain เป็นของตัวเอง แต่ทุกเหรียญจะมีลักษณะเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น เหรียญบาท ที่ทุกเหรียญจะเหมือนกัน เป๊ะๆ  (หลักในการเขียนโปรแกรม คือ มันเป็นแค่ Object ที่มีลักษณะเหมือนเดิมที่ออกใหม่เท่านั้น  จะเหมือนการ Copy ที่เหมือนกันเป๊ะๆ โดยมันจะมีมาตรฐานการเขียนโปรแกรมของ Ethereum คือ มาตรฐาน ERC20 เหรียญ NFT   จะเป็นเหรียญที่ออกใหม่จาก Chain เช่นกันและจะไม่มี Chain เป็นของตัวเอง แต่ทุกเหรียญ มีลักษณะที่ไม่เหมือนกันเลย ยกตัวอย่างเช่น ธนบัตร 100 บาท ที่จะมีเลขกำกับ ที่ไม่มีทางเหมือนกันเลย (หลักในการเขียนโปรแกรม คือ มันจะเป็น Object ที่มีการรันเบอร์บางอย่าง หรือ ลักษณะบางอย่างที่ไม่เหมือนกันทุกเหรียญ แต่จะคล้ายกัน ตามมาตรฐานการเขียนโปรแกรม ER...

CryptoCurrency 101 : บทที่ 2 Ethereum

CryptoCoin 101 : บทที่ 2 Ethereum เริ่มต้นจาก Vitalik Buterin ที่เปิดเผย White Paper ออกมา และระดมทุนผ่าน CrowdFund ในปี 2014 เริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่า "BlockChain คือ ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขใดๆ ไม่ได้" ทำให้เขาเล็งเห็นว่า  การทำธุรกรรมการเงิน + Script Language (หรือโปรแกรมมิ่ง ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้) จนในปี 2015 เขาก็สามารถเปิดเครือข่าย Ethereum ได้สำเร็จ ถึงตอนนั้น มันยังไม่ใช่แค่ Script Language อีกต่อไป แต่มันกลายเป็น App บน เครือข่าย นั่นทำให้บางคนนิยาม Ethereum ว่า เป็นคอมพิวเตอร์โลกที่ หากต้องการจะใช้ต้องจ่ายเงิน ใช่ครับ จะให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่นี้ ต้องจ่ายเงิน เราเรียกว่า ค่าแก๊ส แต่ในปี 2016 กลับมี Hacker ที่สามารถ Hack เครือข่ายได้สำเร็จ ครั้งนั้นทำให้ มีการตัดสินแยกทางเดินออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกให้เดินหน้าต่อไป แต่อีกกลุ่มให้ย้อนกลับไปวันที่โดน Hack เราเรียกว่า การ Fork (แยกทางกันเดิน) นั่นคือ Version ย้อนกลับไปก่อนถูกขโมย หรือเราเรียกว่า ETC หรือ Ethereum แบบ Classic อีกเวอร์ชั่นคือ เวอร์ชั่นเดินหน้าต่อไป แต่ใส่ระบบป้องกันการ Hack เพิ่ม จนถึ...

CryptoCoin 101 : บทที่ 1 เหรียญ BitCoin และเทคโนโลยี BlockChain

รูปภาพ
เนื่องจากก่อนจะไปพูดถึงเรื่อง BitCoin เราจำเป็นต้องศึกษาว่า  BlockChain คืออะไร เพราะบทความนี้จะเน้นไปที่ เทคโนโลยีเบื้องหลังมากกว่า บางคนว่า BlockChain มันเป็นแค่ที่เก็บข้อมูล หรือเป็นแค่ Applcation หรือ เทคโนโลยีใหม่ หรือเป็นแค่ อัลกอริทึ่มการเข้ารหัส หรือ ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แค่นั้น ใช่ครับ มันคือทั้งหมดที่พูดมา แต่เราเน้นว่า ความจริง มันคือ เครื่องมือจดบันทึกธุรกรรมทางการเงินที่ไม่มีวันแก้ไข (Ledger) ประวัติศาสตร์การเงิน ก่อนอื่น เราต้องมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเงิน เริ่มแรก มนุษย์ ใช้สินค้าแลกกัน เรียกว่า Barter System จนเกิดมี ตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า เช่น เปลือกหอย หิน  หรือเหล็ก หรือทอง ขึ้นมา เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นตัวกลาง แต่ต่อมา มีธนาคารรับฝากเงิน แล้วออกใบแลกเงิน หรือตั๋วแลกเงิน (อย่าสับสนกับ PN) เราเรียกว่า Bank Note นั่นคือ เมื่อเรารู้สึกว่าถือเงินลำบาก เราก็เอาเงินไปฝากไว้ที่ธนาคารแล้วเอาตั๋วแลกเงินมาใช้แทน นั่นคือ เราถือกระดาษที่ไม่มีค่าจริง แต่เป็นเพียงตัวแทน ที่จดบันทึกไว้ คือ ธนาคารจดไว้ว่า มีคนมาฝากทองเท่านั้น แล้วออกกระดาษไป ซึ่งเป็นการบันทึกเท่านั้น ...

Tokenomics คืออะไร

Tokenomics มันมาจากรากศัพท์ของ  Token + Economics  ปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจาก สินค้าที่จับต้องได้ กลายเป็นสินค้าที่เราเรียกว่า Intangible Asset (สินค้าที่จับต้องไม่ได้) อีกต่อไป ยกตัวอย่าง เช่น Data information  ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจอาจต้องปรับเปลี่ยนไป  โดยเฉพาะ ยุค web3 ที่ระบบนิเวศ (Ecosystem) มีความ trust พอที่จะไม่ส่ง data แต่สามารถส่ง wealth (ความมั่งคั่ง) ให้แก่กันได้ ดังนั้น Tokenomics ไม่ใช่แค่ระบบที่ใช้กำหนดในการแจกเหรียญ แต่มันเป็นการผสมผสานระหว่าง Token Engineer และ การกำกับระบบ ไม่ให้พังทลายลง ยกตัวอย่างเช่น  ควรให้ผลตอบแทน ต่อผู้ขับเคลื่อนระบบ และสร้างสมดุลในระยะยาว ด้วยต้นทุนในระยะสั้น และไม่ควร ให้ผลตอบแทน ต่อผู้ขับเคลื่อนระบบ และสร้างสมดูลในระยะสั้น ด้วย ต้นทุนในระยะยาว ยกตัวอย่างเกมส์ใหญ่ๆ อย่าง Axie ที่เป็น Tokennomics ของ GameFi  ระบบ Play-to-Earn นั้น ขับเคลื่อนด้วยเงินของคนเข้าใหม่ + เงินของคนเก่าที่ลงเงินเพิ่ม  นั่นคือ คนที่ลงเงินคนต้นๆ (Early Adopter) จะมีส่วนร่วมแค่ครั้งแรกครั้งเดียว คือสร้างสมดุลในระยะเริ่มต้นเท่านั้นแต่กล...

Defi Platform 101 : Warden Swap

Warden Swap คืออะไร Warden Swap เป็น Defi Pattform ที่อยู่บน Binance Smart Chain (ฺBSC) เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน เหรียญ หรือทำฟาร์มเหรียญ หรือ ทำ Liquidity  แต่จุดเด่นที่สุดของมันคือ  Platform ในการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิดอล แบบ Decentralized Exchange โดยที่เด่นที่สุดคือ มันจะเลือกเรตราคาในการแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุดให้ ภายใต้แนวคิด “Best Rate Swap”  เหรียญ WAD   โดยมีการออกเหรียญของตัวเอง ในชื่อ Warden Token (ตัวย่อ WAD) ที่เริ่มเปิดตัวครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2021 ซึ่งเป็นเหรียญGovernance Token มีจำนวนเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นมาที่ 320,000,000 Tokens โดยให้สิทธิผู้ถือ Warden Token ในการตัดสินใจ โหวต เปลี่ยนแปลง เสนอฟีเจอร์ใหม่ๆบน Platform ได้

Binance101 : P2P การซื้อ ขาย และ การตั้งร้านซื้อขายเหรียญ (และการโกง)

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจ เรื่องการซื้อ ขาย เหรียญใน P2P ก่อน และทุกคน ควรเข้าใจก่อนว่า Wallet ของ P2P กับกระเป๋า  Fiat นั้น อยู่คนละกระเป๋ากันแม้ว่าจะอยู่ในระบบของ Binance เหมือนกันก็ตาม จะได้ไม่สับสน การซื้อขาย สมมติ เราจะซื้อขายเหรียญ USDT 1. เลือก BUY  แล้วเลือกเหรียญ USDT 2. เลือก สกุลเงินที่จะใช้ซื้อ (Baht) โดยเลือกกรองด้วยจำนวนเงิน (จะได้คัดร้านที่ไม่รับรายเล็กๆ) 3. คัดเลือกร้าน  3.1 ราคา และจำนวนเหรียญที่รับแลก  3.2 ร้านที่มีเครื่องหมายถูกต้องที่หลังชื่อ  มี Order ในอดีตจำนวนมาก และ %การสำเร็จสูง 4. กดซื้อ  5. ตอนนี้จะมีชื่อ บัญชี ของผู้ขายขึ้นมาให้เราโอนเงินไป (แต่อย่าเพิ่งโอนเงินไป ให้เราทักเขาก่อนว่าอยู่หรือไม่ เผื่อเขาเปิดร้านลอยๆ แต่ไม่ได้เช็ค) เมื่อทักแล้วตอบกลับค่อยโอนไป แล้วแคปหน้าจอส่งไปให้คนรับด้วย 6.  เมื่อเราได้รับเหรียญ เหรียญจะอยู่ใน Funding ไม่ได้อยู่ในกระเป๋า Fiat  ให้กดโอนเข้า Fiat อีกครั้งเป็นอันเสร็จ การตั้งร้านซื้อขาย ความจริงร้านขาย ก็เสมือนกับว่า เรา ตั้งราคา เพื่อรอขายมากกว่า  โดยมันจะอยู่คนละโหมดกับ คนซื้อขายทั่วไ...

Security Case study : Shared Security , Why it''s important ?

การใช้ Security ร่วมกันโดยเฉพาะ  Chain ที่เล็กกว่า ทำไมจึงสำคัญ  ตอนนี้ในเน็ต มีคำว่า Ghost Chain เกิดขึ้นมากมาย นั่นคือ เหตุผลที่ นักสร้าง Content มักใช้เรียก Chain ที่เล็กกว่า และพยายามเชื่อมต่อกับ Chain ที่ใหญ่กว่า  ดังนั้น Vitalik จึงได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ในบทความนี้   หากผู้ที่ต้องการโจมตี เลือกที่จะโจมตี Chain ที่มีขนาดเล็กกว่า ด้วย Attack 51% (การโจมตีแบบนี้จะสามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูลบล็อกสุดท้ายได้) พวกเขาจะสร้างความเสียหายให้กับ Chain ที่ใหญ่กว่า ได้ขนาดไหน นี่คือคำถามสำคัญที่ Vitalik ตั้งคำถามกับ สังคมออนไลน์ (ตอนเขาตั้งคำถาม ยังไม่มีเหตุการณ์ Hack WormHole Bridge เกิดขึ้น เพราะการโจมตี Chain ที่มีขนาดเล็กกว่า มาก (ในแง่ของมูลค่าตลาด) เมื่อเทียบกับ Chain ที่ใหญ่กว่า โดยเฉพาะ หากเป็น Prove of Stake แล้วนักโจมตีเลือกที่จะซื้อเหรียญ Token มากกว่า 51% หรือหากพวกเขาเลือกที่จะขโมยเหรียญพวกนั้นมาได้ ??  ยกตัวอย่าง Chain ที่เล็กกว่า ระดับ L1 อิสระ   ที่มีความปลอดภัยต่ำที่สุด โดยคาดหวังว่า แฮกเกอร์ จะ สามารถขโมยได้ทุกอย่าง พวกเขาสามารถเข้าไปแก้ไขบล็อกไ...