CryptoCoin 101 : บทที่ 1 เหรียญ BitCoin และเทคโนโลยี BlockChain
เนื่องจากก่อนจะไปพูดถึงเรื่อง BitCoin เราจำเป็นต้องศึกษาว่า BlockChain คืออะไร เพราะบทความนี้จะเน้นไปที่ เทคโนโลยีเบื้องหลังมากกว่า
บางคนว่า BlockChain มันเป็นแค่ที่เก็บข้อมูล หรือเป็นแค่ Applcation หรือ เทคโนโลยีใหม่ หรือเป็นแค่ อัลกอริทึ่มการเข้ารหัส หรือ ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แค่นั้น ใช่ครับ มันคือทั้งหมดที่พูดมา
แต่เราเน้นว่า ความจริง มันคือ เครื่องมือจดบันทึกธุรกรรมทางการเงินที่ไม่มีวันแก้ไข (Ledger)
ประวัติศาสตร์การเงิน
ก่อนอื่น เราต้องมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเงิน เริ่มแรก มนุษย์ ใช้สินค้าแลกกัน เรียกว่า Barter System จนเกิดมี ตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า เช่น เปลือกหอย หิน หรือเหล็ก หรือทอง ขึ้นมา เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นตัวกลาง
แต่ต่อมา มีธนาคารรับฝากเงิน แล้วออกใบแลกเงิน หรือตั๋วแลกเงิน (อย่าสับสนกับ PN) เราเรียกว่า Bank Note นั่นคือ เมื่อเรารู้สึกว่าถือเงินลำบาก เราก็เอาเงินไปฝากไว้ที่ธนาคารแล้วเอาตั๋วแลกเงินมาใช้แทน นั่นคือ เราถือกระดาษที่ไม่มีค่าจริง แต่เป็นเพียงตัวแทน ที่จดบันทึกไว้ คือ ธนาคารจดไว้ว่า มีคนมาฝากทองเท่านั้น แล้วออกกระดาษไป ซึ่งเป็นการบันทึกเท่านั้น
มาถึงตรงนี้ คงพอเริ่มเก็ทกันแล้วว่า ทำไมแค่ระบบบันทึกถึงได้มีค่า แต่แม้แต่ธนาคารก็แก้ไขข้อมูลเหล่านั้นเองได้ เพราะพวกเขาถือ Database เหล่านั้นไว้เอง
BlockChain ก็แค่ Database?? แต่มันคือ Database ที่แก้ไขไม่ได้
ใช่ มันเป็นแค่ Server ที่เก็บ Database ไว้เท่านั้น ไม่มีเงินหรือเหรียญใดๆ ในเครื่องมันทั้งนั้น แรกสุดเรามองว่า มันเป็นแค่ Database ที่มีการซิงค์ข้อมูลกับเครือข่ายทั่วโลกตลอดเวลา (Public Ledger) หรือ ศัพท์ทางเทคนิกเราเรียกว่าเครื่องในเครือข่ายว่า Node (หากใครเคยเล่นโปรแกรม Bittorrent จะรู้ดีว่า มันถูกซิงค์ไปยังทุกเครื่องที่ดาวน์โหลดไฟล์นั้นๆ ไว้นั่นเอง นั่นคือเราเรียกว่าการซิงค์แบบ Torrent File Sharing )
ดังนั้น เมื่อข้อมูลใน Node ไหนเสีย หรือ ข้อมูลไม่เหมือน Node อื่น เมื่อ มันถูกตรวจสอบจาก Node อื่น มันจะถูกเตะออกจากลุ่มไปทันที ทำให้เราเชื่อว่า แม้มีเพียง Node เดียวที่เปิดอยู่ ข้อมูลบน BlockChain ก็จะอยู่บนโลกนี้ไปตลอดกาล
เมื่อมันถูกแชร์ แบบนี้ ทุกคนก็รู้หมดสิว่า ใครมีเงินเท่าไหร่ และแก้ไขได้ สิ!!!
ใช่แล้ว ทุกบัญชีนั้น เราทุกคนจะสามารถเข้าไปดูได้ตลอดเวลาว่า แต่ละบัญชี มีเงินเท่าไหร่ แต่การแก้ไขนั้นมันจะถูกเข้ารหัส EnCrypt ไว้ แน่นอนว่า บางคนอาจสงสัยว่า ถ้าเราถอดรหัสได้ เราก็แก้ไขเงินในบัญชีได้สิ ใช่ครับ ทำได้ แต่จะทำได้ Node เดียว ยกตัวอย่าง หากในเครือข่าย มี 100 Node นั้นคือ คุณต้องเข้าไปแก้ไขไฟล์ในเครื่องทั้งหมด 100 Node ภายในเวลา ประมาณ 5-10 นาที
ตรงนี้เองที่ไม่มีตัวกลางอีกต่อไป มันจึงกลายเป็น DeFi นั่นเอง
BlockChain
คราวนี้เรามาเข้าเรื่องคือ BlockChain อีกเรื่องที่เป็นเรื่องที่ยากที่จะ EnCrypt อีกชั้น
Block แต่ละ Block จะเก็บข้อมูลธุรกรรมทางการเงินไว้ โดยมันจะเหมือน Data Structure ทั่วไปเลย คล้ายๆ กับ Database ขนาดย่อมๆ แต่มันแยกเก็บเป็น Block ๆ เท่านั้น มันยังแยกเป็น Content และ Header โดยใน Header มันจะอ้างอิง Block ก่อนหน้าเสมอ แต่ประเด็นสำคัญคือ มันไม่ใช่ Block Number แต่เป็น Block FingerPrint ซึ่งเป็นวิธีที่ฉลาดกว่า (โดยมันจะเก็บ TimeStamp ไว้ด้วย)
โดย FingerPrint มันจะเก็บ ข้อมูล Block ก่อนหน้าไว้ด้วย และจะเข้ารหัส Hash ไว้นั่นเอง
ระบบคือ เมื่อมีการทำธุรกรรม หรือ โอนเงินทั้งหมดในระบบ มันจะถูกแพ็กเก็บเข้ามาใน Block ใหม่ แต่มันจะสร้าง Block ใหม่ได้ มันจะต้อง ถอดรหัส Block เก่าเพื่อเอาตัวเลขนั้นมาสร้าง บล็อกใหม่ นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น บล็อกเก่า สุ่มตัวเลข 5 เป็นกุญแจสำหรับเชื่อมต่อไว้ แล้ว Hash ไว้ เราจะสร้าง บล็อกใหม่ เราจะต้องถอดรหัส เลข 5 ออกมาให้ได้ก่อนจึงจะสร้างบล็อกใหม่ได้
ตรงนี้เองที่เราเรียกว่า การขุดบิทคอยน์ ซึ่งระบบจะปั้มเงินขึ้นมาเพื่อจ่ายเป็นค่าจ้างสำหรับคนที่ขุดบิทคอยน์นั่นเอง
เมื่อสร้างบล็อกใหม่สำเร็จ มันจะสำเนาไฟล์บล็อกใหม่นี้ส่งกระจายไปทั่ว ทุก Node นั่นเอง
มาถึงตรงนี้ เราพอจะมองภาพออกแล้วว่า มันมีเวลาในการถอดรหัส (สำหรับเหรียญ BitCoin มันจะประมาณ 10 นาที แต่สำหรับเหรียญรุ่นใหม่ๆ ก็จะกำหนดเวลาให้เร็วขึ้น) และแก้ไขข้อมูลและต้องแก้ไขข้อมูลทุก Node (มากกว่า 50% ของระบบ) จึงจะสามารถแก้ไขข้อมูลนั้นๆ ได้
และนี่เป็นเหตุผลที่เราจะบอกว่า มันคือ ระบบการบันทึกที่ยากที่จะแก้ไข เพราะบิทคอยน์ มีมาหลายสิบปีแล้ว แต่ยังไม่มีคนแฮกระบบได้เลย แม้ว่า คุณจะใช้คอมพิวเตอร์เครือ่งแรงขนาดไหนก็ตาม
สำหรับคนที่จะเข้ามา
1. Public Key มันจะถูกสร้างจาก Private Key เมื่อเอามา hash แล้ว เราจะเรียกมันว่า Bitcoin Address หรือเลขที่บัญชีที่ค่อนข้างยาวมากๆ สามารถเอาไปโชว์แบบสาธารณะได้
2. Private Key อธิบายง่ายๆ คือ Password นั่นเอง แต่มันถูกสร้างออกมาจากระบบเช่นกัน ซึ่งจะยาวมากๆ นอกจากนี้มันยังเป็นเลขฐาน 58 คือ ตัวเลข 10 ตัว บวกกับอักษรภาษาอังกฤษเล็กและใหญ่ (ประมาณ 32 Bytes)
ซึ่งบางคนกลัวลืม ก็จะต้องจดใส่กระดาษหรือ สลักไว้ อย่าลืมว่า Private Key ก็เหมือน Password ถ้าหาย คือ เงินหายทั้งบัญชี
ตอนนี้ เทคโนโลยี BlockChain ถุกพัฒนาไปหลายอย่าง เช่น การเลือกตั้ง ที่มีการยืนยันตัวตนแล้ว
Hash คืออะไร
คือการเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกดิจิตอลให้อยู่ในรูปของ Bit ที่มีขนาดแน่นอนตายตัว และไม่สามารถแก้ไขกลับมาเป็นค่าเดิมได้ ยกตัวอย่างเช่น SHA 256 (ฺBitcoin ใช้อยู่) ขณะที่ Ethereum จะใช้ Ethash (สร้างมาเป็นของตัวเอง)

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น