CryptoCurrency 101 : บทที่ 2 Ethereum

CryptoCoin 101 : บทที่ 2 Ethereum

เริ่มต้นจาก Vitalik Buterin ที่เปิดเผย White Paper ออกมา และระดมทุนผ่าน CrowdFund ในปี 2014 เริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่า "BlockChain คือ ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขใดๆ ไม่ได้" ทำให้เขาเล็งเห็นว่า 

การทำธุรกรรมการเงิน + Script Language (หรือโปรแกรมมิ่ง ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้)

จนในปี 2015 เขาก็สามารถเปิดเครือข่าย Ethereum ได้สำเร็จ ถึงตอนนั้น มันยังไม่ใช่แค่ Script Language อีกต่อไป แต่มันกลายเป็น App บน เครือข่าย

นั่นทำให้บางคนนิยาม Ethereum ว่า เป็นคอมพิวเตอร์โลกที่ หากต้องการจะใช้ต้องจ่ายเงิน ใช่ครับ จะให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่นี้ ต้องจ่ายเงิน เราเรียกว่า ค่าแก๊ส

แต่ในปี 2016 กลับมี Hacker ที่สามารถ Hack เครือข่ายได้สำเร็จ ครั้งนั้นทำให้ มีการตัดสินแยกทางเดินออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกให้เดินหน้าต่อไป แต่อีกกลุ่มให้ย้อนกลับไปวันที่โดน Hack เราเรียกว่า การ Fork (แยกทางกันเดิน)

นั่นคือ Version ย้อนกลับไปก่อนถูกขโมย หรือเราเรียกว่า ETC หรือ Ethereum แบบ Classic

อีกเวอร์ชั่นคือ เวอร์ชั่นเดินหน้าต่อไป แต่ใส่ระบบป้องกันการ Hack เพิ่ม จนถึงตอนนี้ ก็ใกล้เวลาได้ใช้ ETH 2.0

จำไว้ว่า ETH 2.0 มันไม่ใช่การ Fork แต่มัน คือการแยกร่างตั้งแต่ต้น (ของเก่าเดินมา แต่ของใหม่เกิดขึ้น แล้วมารวมร่างกันอีกที)

Consensus Prove of Work กับ Prove of Stake

เดิม เราจะแย่งกันถอดรหัส Hash เพื่อสร้างบล็อกใหม่ เมื่อเครื่องคอมแรงขึ้น หรือมีเครื่องมากขึ้น เครือข่ายจะพยายามสุ่มตัวเลขที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดิม 1-10 แต่ใหม่อาจเป็น 1-100 เป็นต้น เราเรียกการขุดบิทคอยน์แบบนี้ว่า Prove of work และเรียกคนขุดว่าเป็น Vadiator 

แต่ ETH 2.0 หลักๆ คือ การเปลี่ยนจาก Prove of Work เป็น Prove of Stake  คือของใหม่ ใครถือเงิน เพื่อ Stake ในเครือข่ายมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะได้เป็น คนถอดรหัสยิ่งมากขึ้น ทำให้เราเปิดคอมเพียงเครื่องเดียวก็ได้ ไม่ต้องแย่งกันอีกต่อไป และได้ค่าตอบแทนเช่นเดิม 


หลายคนสงสัยว่า ทำไมคนถือเงินเยอะถึงได้เป็นคนขุด เขาอธิบายว่า คือหากมีการเข้าไปแก้ไขข้อมูล แล้วเข้ารหัส นั่นคือ เงินทั้งหมดของคนนั้น จะโดนยึดทั้งหมด นั่นเอง


ตอนนี้เสมือน เอาเงินมาฝาก หรือ Stake ก็จะได้ดอกเบี้ย ปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 4% กว่า แต่ยิ่งคน Stake มาก ดอกเบี้ยก็จะลดลงเป็นสัดส่วน เพราะเหรียญสร้างใหม่จะจำกัดเช่นเดิม


Smart Contact 

Ethereum นั้น ถือว่า มีข้อได้เปรียบ เหนือ BitCoin คือ มันมี Trigger เพื่อให้โปรแกรมทำงานเองได้แล้ว นั่นคือ มันจะทำงานโดยอัตโนมัติ หรือเรียกว่า Self Exevuting Contract  นั่นคือ มันเปรียบเสมือน สัญญาที่ทำงานเองโดยอัตโนมัติ โดยผ่านการเซ็นสัญญาทั้ง 2 ฝ่าย มันประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย และข้อโต้แย้งอีกด้วย 

อันนี้เป็นการยืนยันว่า เมื่อคุณซื้อ หรือ กู้ยืมเงิน คุณจะได้สิ่งนั้นๆ แน่นอน

ปัจจุบัน มีการพัฒนามาเป็น ล็อตเตอรี่ ออนไลน์ หรือกู้ยืมเงินออนไลน์แบบอัตโนมัติเรียบร้อยแล้ว รวมถึงการระดมทุน แบบ Kickstarter ที่ได้สัญญากับนักลงทุนเรื่องผลตอบแทนแล้ว


ถึงตรงนี้ต้องอย่าลืมว่า Ethereum นั้นเป็น เครือข่ายที่ De-Centralize คือไม่มีตัวกลางอีกต่อไป









ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Security Case study : Shared Security , Why it''s important ?

GPU Mining 101: 2.1 : Hardware : สายไฟในระบบ RIG

GPU Mining : QA 1 Rig ใส่การ์ดจอได้สูงสุดกี่ใบ?