CryptoCurency 102 : บทที่ 1 Web3.0 และ MetaVerse

CryptoCurency 102 : บทที่ 1 Web3.0 และ MetaVerse

NFT (Non- Fungible Token)
ก่อนไปเรื่อง Web3.0 และ MetaVerse เราจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเหรียญ NFT มันคือเหรียญ "ที่ไม่เหมือนกัน" 

แนวคิดเรื่องเหรียญ จะเป็น ดังนี้
เหรียญ Coin จะเป็นเหรียญที่อยู่บนระบบ Chain เป็นของตัวเอง 

เหรียญ Token
จะเป็นเหรียญที่ออกใหม่จาก Chain แต่ Token จะไม่มี Chain เป็นของตัวเอง แต่ทุกเหรียญจะมีลักษณะเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น เหรียญบาท ที่ทุกเหรียญจะเหมือนกัน เป๊ะๆ 
(หลักในการเขียนโปรแกรม คือ มันเป็นแค่ Object ที่มีลักษณะเหมือนเดิมที่ออกใหม่เท่านั้น  จะเหมือนการ Copy ที่เหมือนกันเป๊ะๆ โดยมันจะมีมาตรฐานการเขียนโปรแกรมของ Ethereum คือ มาตรฐาน ERC20

เหรียญ NFT
  จะเป็นเหรียญที่ออกใหม่จาก Chain เช่นกันและจะไม่มี Chain เป็นของตัวเอง แต่ทุกเหรียญ มีลักษณะที่ไม่เหมือนกันเลย ยกตัวอย่างเช่น ธนบัตร 100 บาท ที่จะมีเลขกำกับ ที่ไม่มีทางเหมือนกันเลย
(หลักในการเขียนโปรแกรม คือ มันจะเป็น Object ที่มีการรันเบอร์บางอย่าง หรือ ลักษณะบางอย่างที่ไม่เหมือนกันทุกเหรียญ แต่จะคล้ายกัน ตามมาตรฐานการเขียนโปรแกรม ERC721 และ ERC1125)

โดยหลัก ตัว NFT นี่มันจะเป็นตัวแทนความเป็นเจ้าของ Owner  เช่น เอาไปออกใบหุ้น อย่าง ICO หรือ Item ในเกม  

Web 3.0 และ MetaVerse
ก่อนที่จะเริ่มอธิบาย เราขอย้อนอดีตเพื่ออธิบาย Web1.0 และ Web2.0 ก่อน 

Web1.0  ยุค Webpage (Static, Read Only)
เรื่องราวของ webpage หรือ World Wide Web นั้นเริ่มต้นในปี 1991 ในตอนเริ่มแรกจะมีเนื้อหาแบบตายตัว (เปรียบเหมือน การอ่านข้อความบน Microsoft Word)  คือ ผู้ใช้สามารถอ่านได้อย่างเดียว อย่างไรก็ดี มีการขยายความสามารถเล็กน้อยด้วยการเสริม Dynamic Webpage เข้าไปเพื่อความสวยงามเท่านั้น อย่างไรก็ดี Webpage ยุคแรกนั้น ยังอ่านได้อย่างเดียว

โดย Webpage ยุคนั้นจะใช้เทคโนโลยีหลัก เพียงแค่ HTML XML เป็นหลักเท่านั้น โดยมี JavaScript มาช่วยเสริมเล็กน้อยเท่าน้้น โดยมีข้อจำกัดคือ ความเร็วอินเตอร์เน็ตจะอยู่บนพื้นฐาน ของ โมเด็ม 44kb เท่านั้น

Web2.0 ยุค Web Application ( Interactive , Read and Write)
จนกระทั่งปลายปี 1999 เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต เริ่มมีความเร็วสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ webpage ต่าง ๆ พัฒนาตัวเอง โดยเริ่มมีปฎิสัมพันธ์กับผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเนื้อหา Content ต่างๆ ก็เริ่มมีการเปลี่ยนให้ผู้ใช้เป็นผู้ผลิต Content เอง ไม่ว่าจะเป็น Youtube FaceBook Twittter  รวมถึง มีการใส่โปรแกรม (Application) เข้าไปใน Webpage เช่น Facebook MyScpace ขณะที่ โปรแกรมต่างๆ เริ่มอาศัยช่องทางนี้ เปลี่ยนจากโปรแกรมแบบ Off Line บนเครื่องคอมพิวเตอร์ไปใช้โปรแกรมบน On Line ยกตัวอย่าง เช่น Microsoft Office และ Adobe ต่างๆ โดยส่วนหนึ่งมาจากแรกงผลักดัน ของ  Smart Phone ,  Social Network และ Cloud Computing  ที่มีบทบาทอย่างสูงในยุค Web2.0

ยุคนี้จะมาพร้อมกับ เทคโนโลยี เช่น ASP / PHP/JS, AJAX เป็นต้น

Web3.0 (Own , Read and Write)
จุดเริ่มต้นมาจากเทคโนโลยี BlockChain และ Smart Contract ที่ปรับเปลี่ยนให้เกิด DAPP หรือ Decentralize Application นั่นคือ มันจะถูกเน้นการทำงานแบบ Decentralized หรือบางคนเรียก P2P มากขึ้น คือไม่มี Server ที่เก็บข้อมูล (ภายในตัวมันเอง) อีกต่อไป

โดยเฉพาะ NFT ที่จะเข้ามามีบทบาทใน Web3.0

โดยแบ่ง Protocal ออกเป็น 5 layer (0-4) 

เชื่อว่า จากเดิมที่ DNS (Domain Name System) ที่เดิมเป็นแบบรวมศูนย์ที่ถูกควบคุมโดย องค์กรอย่าง BitDNS  จะเปลี่ยนมาเป็นแบบ DeDNS อีกด้วย โดยอาศัยเทคโนโลยี BlockChain เพราะเวปไซต์ต่างๆ มักถูกควบคุม สิทธิเสรีภาพ หรือ ถูก Censor โดยองค์กรเพียงองค์กรเดียว (Centralized สูงมาก)

🔵 Domain name

เว็บไซต์ต่างๆ มักถูกดูแล ควบคุม จำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดเห็นจากคนเพียงกลุ่มเดียว (unilateral control) อย่าง WikiLeaks เว็บไซต์บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสงครามอิรัก อัฟกานิสถาน

ดังนั้น จึงมีผู้ให้บริการ Domain แบบ Decentralized อย่าง https://handshake.org/

https://unstoppabledomains.com/

Ethereum Name Service

.

🔵 Data Storage, Distribution, and Monetization

Data

Ocean Protocol, Streamr, และ Numerai คือ Web 3 ตลาดเสรีที่ให้เราสามารถเปลี่ยนข้อมูลประเภทต่างๆ (Data) เปลี่ยนเหรียญ Token เพื่อรับผลตอบแทนโดยที่ยังรักษาความเป็นส่วนตัวอยู่

.

🔵  Decentralized Data Storage

ปกติเราเก็บข้อมูลผ่าน google drive, onedrive แต่ปัจจุบัน เราสามารถเก็บข้อมูลผ่านระบบ Decentralized cloud ได้แล้ว และยังสามารถลงทุนเป็นผู้ให้บริการได้อีกด้วย อย่าง

Sia : https://sia.tech/

Arweave : https://www.arweave.org/

Filecoin : https://filecoin.io/

.

🔵 Wifi ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต wireless

เราสามารถใช้และเป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตบนบล็อกเชนด้วย Helium

.

🔵 บริการ GPS ผ่านระบบ Decentralized เพิ่มความเป็นส่วนตัว Foam

.

🔵 บริการ Video Streaming : Livepeer

.

🔵 บริการ VPN (Virtual Private Network หรือ เครือข่ายที่ใช้รับส่งข้อมูลภายในบริษัท) เช่น Orchid

🔵 บริการ Music Streaming: Audius

🔵 บริการ Open Media Market: OurZora,

🔵 บริการสื่อ : Decentralized Publishing : Mirror

และอื่นๆ อีกมากมาย

.

🔥 #บทส่งท้าย

หากย้อนกลับไปช่วงปี 1999 สมัยอินเตอร์เน็ตเพิ่งเกิด ทุกคนคงยังไม่สนใจมันมากนัก แต่ดูทุกวันนี้ดิ มันคือชีวิตเราไปแล้ว และใช้เวลาในแต่ละวันไปกว่า 7–8 ชั่วโมงกับอินเตอร์เน็ต Social Media ต่างๆ

เราไม่มีทางรู้ว่า Web3 จะถูกนำมาใช้จริงได้เมื่อไหร่ แต่ที่รู้ๆ มันกำลังมาปฏิวัติ เหมือนตอนที่ web2.0 มาเปลี่ยนโลก แนวคิด มายเซ็ต และวัฒนธรรมของคนทั้งโลก!!!



Metaverse หรือ โลกเสมือน
เดิมมันคือ ระบบ VR ที่เป็นโลกเสมือน แต่ในโลกดิจิตอล ทุกอย่างมันสามารถ Copy กันได้ ทำให้ใครก็สามารถมีอะไรใน โลกดิจิตอลได้ เมื่อ NFT มา ทำให้ สามารถเป็นเจ้าของสิ่งของในโลกดิจิตอลได้

นอกจากนี้ การยืนยันตัวตน ก็อ้างอิงจาก NFT ได้  ยกตัวอย่างเช่น การ Login เราจะ Login ผ่าน Private Key (ปัจจุบันสามารถ Login ผ่าน MetaMask Wallet (เป็น Wallet ของ Ehtereum)

ยกตัวอย่างเช่น หากซื้อ Nike ลายนี้  เมื่อเราเข้าไปในโลกเสมือน ก็อาจสามารถใส่ Nike ที่เราซื้อในโลกความเป็นจริงได้นั่นเองได้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Security Case study : Shared Security , Why it''s important ?

GPU Mining 101: 2.1 : Hardware : สายไฟในระบบ RIG

GPU Mining : QA 1 Rig ใส่การ์ดจอได้สูงสุดกี่ใบ?